วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เดอะคิงชื่อสมชาย ตอนที่ 7 : ตาดูดาว เท้าสะดุดวัง Xomxai 07




เดอะคิงชื่อสมชาย
ตอนที่
7 : ตาดูดาว เท้าสะดุดวัง

รักสินได้ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคไทยฮักไทย เมื่อ วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 23 คน ในจำนวนนี้เป็นด๊อกเตอร์ 13 คน เป็นพรรคการเมืองที่เต็มไปด้วยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะมวลชนผู้ด้อยโอกาส รักสินเปรียบประเทศไทยเป็นบริษัทใหญ่ที่จำเป็นต้องผลิตผลิตภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อเอาผลกำไรมาเลี้ยงพนักงานทั่วประเทศ ซึ่งก็คือประชาชน จึงต้องยกประสิทธิภาพการทำงานให้สูง เรียกว่าบริหารแบบซีอีโอ คือคัดค้านลัทธิราชการที่วางอำนาจ 

19 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นวันแรกที่นายกรักสินทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมครม.นัดแรกบนโต๊ะประชุมทุกคนมีโน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง หัวข้อการประชุมถูกเก็บไว้ในแผ่นซีดีรัฐมนตรีทุกคนจะต้องเรียนรู้การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นโดยเร็ว ไม่ต้องอาศัยเลขาอีกต่อไป

การใช้โน้ตบุ๊คในการประชุมเสียค่าใช้จ่ายเพียง 40,000 บาทจากเดิมที่ต้องจ่ายเป็นเงิน 180,000 บาท เวลาจัดเตรียมเอกสารลดจาก 20 ชั่วโมงเหลือเพียง 6 ชั่วโมง การประชุมโดยทั่วไปใช้เวลา 3 ชั่วโมงก็เสร็จ ไม่เหมือนก่อนที่ต้องใช้เวลาทั้งวัน ไม่กี่วันต่อมาก็ได้ประกาศให้ยุบคณะกรรมการที่ไม่จำเป็น 516 คณะ ให้ลดจำนวนนายตำรวจที่อารักขานายก 3 กลุ่มรวม 43 นาย นายกสั่งให้ประหยัดไฟฟ้า โดยในการประชุม ครม.ไม่จำเป็นต้องสวมสูท จำกัดรถนำขบวนของราชการ ให้ตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศไม่ควรต่ำกว่า 25 เซลเซียส

รักสินเป็นนายกได้ไม่นานก็เจอปัญหาเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เพื่อเอาเขาออกจากตำแหน่ง
18 มิถุนายน 2544 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีที่รักสินแจ้งบัญชีเท็จ รักสินให้การยืนยันว่าทรัพย์สินที่ตกหล่นไม่ได้แจ้งต่อปปช.เป็นทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริต เป็นเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์สินของตนทั้งหมด เป็นเรื่องที่เลขาอาจบกพร่องพลั้งเผลอในการการกรอกแบบฟอร์มบัญชีทรัพย์สินที่มีรายละเอียดมาก รักสินขอความเป็นธรรมเพื่อที่จะได้มีโอกาสทำงานรับใช้ลุงสมชายและประเทศชาติต่อไป

ในที่สุดคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงคะแนน 8 ต่อ 7 ตัดสินให้ทักษิณไม่มีความผิด อาจเป็นเพราะในตอนนั้นเครือข่ายลุงสมชายยังครอบงำศาลไม่ได้เต็มที่ แต่ในอีก 5 ปีต่อมารักสินก็ต้องถูกพวกของลุงสมชายกำจัดออกจากวิถีทางการเมืองไปในที่สุด รักสินได้เริ่มแผนปฏิรูประบบราชการโดยการยกระดับประสิทธิภาพของข้าราชการทั้งระบบเป็นอันดับแรก ให้มีผู้รับผิดชอบเป็นเจ้าของงาน ลดระเบียบขั้นตอนการทำงาน และได้ทยอยออกกฎหมายปฏิรูปการปกครองและโครงสร้าง ให้ข้าราชการ 240,000 คนสมัครใจลาออกก่อนเกษียณอายุที่เรียกว่าEarly Retire โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ โดยรัฐบาลใช้งบ 36,100 ล้านบาท 

เตรียมการยกเลิกระบบซีโดยยึดลักษณะการทำงาน ลดขั้นตอนจาก 6 สายงานลดเหลือ 3 จัดตั้งกระทรวงใหม่ 6 กระทรวง เพิ่มตำแหน่งรองนายกเป็น 7 คน โดยแบ่งพื้นที่ทั่วประเทศเป็น 6 เขต แบ่งให้รองนายกรับผิดชอบ ให้นายกมีเวลาพิจารณาปัญหาเชิงยุทธศาสตร์หลักๆ โดยมีการกระจายงานและมอบหมายให้รองนายกไปดูแลรับผิดชอบ 

รักสินชี้ว่าระบอบทุนนิยมเป็นระบอบสังคมที่โหดร้ายอย่างหนึ่ง และโลกาภิวัฒน์นำมาซึ่งการแข่งขันทั่วโลก ความโหดร้ายของระบอบทุนนิยมนั้นเปรียบเสมือนการลากผู้ป่วยไปเข้าร่วมแข่งขันการวิ่งมาราธอนทางไกล ซึ่งเราไม่สามารถเอาความอ่อนด้อยของเรามาเป็นข้ออ้างเพื่อขอยืดเวลาหรือปฏิเสธการเข้าร่วมแข่งขัน ดังนั้นเราจะต้องเตรียมประเทศไทยและประชาชนไทยให้มีความพร้อม ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันบนเวทีโลก

นายกรักสินเชื่อว่าขอเพียงให้โอกาสคนจน ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขา ก็จะสามารถแก้ไขรากเหง้าของความยากจนและทำให้มวลชนสามารถพึ่งตัวเองในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของตนเองได้  หน้าที่ของรัฐบาลคือ คอยให้โอกาสที่เหมาะสม และสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้นก็เพียงพอแล้ว ปัญหาพื้นฐานของประเทศไทย คือความยากจน โดยมีเงินทุนเป็นปัญหาสำคัญ การขาดเงินทุนและไม่ได้รับการศึกษาที่ดีทำให้ไม่มีโอกาสและต้องย่ำอยู่กับความยากจน แต่ถ้าหากพวกเขามีโอกาสที่พอเพียง สามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลสำคัญ มีทางเข้าถึงเงินทุน และได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น พวกเขาก็จะสามารถ หลุดพ้นจากความยากจนได้

โครงการกองทุนหมู่บ้านๆละ ล้านบาท เป็นโครงการแรกของรัฐบาลรักสินโดยรัฐบาลได้ใช้เงิน 7-8 หมื่นล้านบาทเข้าไปในหมู่บ้านราว 79,800 หมู่บ้าน  ทุกหมู่บ้านจะได้รับเงิน 1 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินกองทุนดอกเบี้ยต่ำ เป็นเงินที่ชาวบ้านสามารถนำมาใช้ได้ในยามจำเป็น เกษตรกรสามารถกู้เงินจากกองทุน เพื่อนำไปใช้ในการแปรรูปผลผลิต หรือใช้เป็นเงินทุนในการทำการค้าเล็กๆน้อยๆ ระหว่างที่ว่างเว้นจากการทำนาทำสวน หรือไปซื้อวัตถุดิบในการผลิตสินค้าและหัตถกรรมเพื่อนำไปขาย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง 

ระยะแรกมีชาวบ้านยืนต่อแถวกันยาวหน้าที่ทำการคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านเพื่อขอกู้เงินจากกองทุนหมู่ เพราะในอดีตเมื่อเกษตรกรไม่มีเงิน หากไม่มีญาติมิตรช่วยเหลือ ก็ต้องไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ ทำให้ธุรกิจเงินกู้นอกระบบเฟื่องฟู โดยดอกเบี้ยสูงตั้งแต่ 20 – 200 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน แต่ชาวบ้านไม่มีทางเลือก ต้องถูกเอาเปรียบอย่างไม่มีทางเลือก เพราะธนาคารเปิดโอกาสให้กับคนที่มีหลักทรัพย์หรือฐานะทางการเงินเท่านั้น เพราะการกู้เงินจากธนาคารจำเป็นต้องมีหลักทรัพย์มาจำนอง 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นายกรักสินเชื่อมั่นในคนรากหญ้าที่ด้อยโอกาส แต่พรรคฝ่ายค้านได้โจมตีโครงการกองทุนหมู่บ้าน ว่าเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมสร้างหนี้ของคนจน ส่งเสริมให้ประชาชนเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น เอาเงินไปซื้อของฟุ่มเฟือยและไม่ก่อให้เกิดรายได้และไม่มีปัญญาใช้คืนซึ่งจะทำให้หนี้เสียในประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่นายกรักสินเชื่อมั่นว่า แม้จะมีปัญหาหนี้เสียบ้าง รัฐบาลก็ยังจะต้องจัดหาแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมายและเป็นธรรม มาให้ประชาชนผู้ยากไร้เหล่านี้และนโยบายนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

2 ปี ให้หลัง ได้มีผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าในจำนวนเงินกู้กว่า 1หมื่นล้าน มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น ที่เป็นหนี้เสีย โดยที่เหลืออีกร้อยละ 97 มีการชำระเงินตามกำหนด
นายกรักสินยังได้ผลักดันนโยบายพักชำระหนี้ 3 ปีและลดหนี้ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยสั่งการให้มหาดไทยสำรวจทุกท้องที่ให้มีการขึ้นทะเบียนคนจน พร้อมรายละเอียดหนี้สิน สั่งการให้หน่วยราชการเข้าช่วยเหลือ

1 เม.. 2544 หลังรับตำแหน่ง 2 เดือน รักสินประกาศว่า ภายในสามปี เกษตรกรที่มีหนี้กับ ธกส. ไม่เกิน 1 แสนบาท ไม่ต้องชำระหนี้ 3 ปี มีเกษตรกรราว 2 ล้านคน ที่ได้รับประโยชน์
รัฐบาลได้ทำการรื้อฟื้นโครงการอุตสาหกรรมหมู่บ้าน และฝึกเทคโนโลยี ยกระดับการผลิต

นายกรักสินสั่งธนาคารเกษตรและสหกรณ์เจรจากับพวกเงินกู้นอกระบบ โดยให้ธนาคารรับซื้อหนี้เน่าทั้งหมด แล้วยกเลิกดอกเบี้ยของหนี้นั้นๆ หากลูกหนี้ยากจนมาก ให้ลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่ง มีผู้ยากไร้ 1,300,000 คนได้รับการลดหนี้ เป็นหนี้ 42,000 ล้านบาท รัฐบาลรับภาระเงินจำนวนนี้

นายกรักสินเปรียบเกษตรกรไทยมีสภาพเหมือนคนไข้ที่ถูกก้อนหินใหญ่ทับไว้ รัฐบาลต้องช่วยยกก้อนหินออกไปก่อน จากนั้นจึงทำการฟื้นฟูสุขภาพให้ รัฐบาลใช้เงินช่วยเหลือเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศราว 2 แสนล้านบาท ให้มีโอกาสสร้างตัวเอง เมื่อเทียบกับเงินที่ใช้ไปในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เพื่อปกป้องค่าเงินบาทและช่วยไม่ให้บริษัทใหญ่ๆล้มละลาย เป็นเงินถึง 1.3 ล้านล้านบาท

แต่ความยากจนเพราะการเจ็บป่วย ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้ครอบครัวต้องยากจนลงได้รัฐบาลรักสินจึงต้องมีนโยบาย30 บาท รักษาทุกโรค คือ รัฐบาลซื้อประกันสุขภาพให้กับผู้ยากไร้ทั้งหมด โดยรัฐบาลจัดสรรเงินปีละ 1,308 บาทต่อคน ให้คนไทยทุกคน และ ประชาชนจ่ายเงินเพียงครั้งละ 30 บาท ก็สามารถรับการรักษาโรคต่างๆ รวมทั้งโรคร้ายแรง โดยรัฐบาลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เหลือ 

โดยที่ไม่มีประเทศใดในโลก แม้แต่ประเทศทุนนิยมที่ร่ำรวยที่สุด หรือประเทศสังคมนิยม กล้าที่จะนำมาตรการประกันสุขภาพสำหรับประชาชน ที่ราคาถูกเพียงแค่ 30 บาท มาใช้ เพราะรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล แต่นายกรักสินกล้าดำเนินนโยบายนี้ในประเทศไทย ทำให้สื่อมวลชนทั่วโลก สนใจนโยบายนี้ 

โดยมีประชาชน 18 ล้านคนได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ โครงการนี้ทำให้คนจนสามารถไปหาหมอ ได้รับความยุติธรรมในการบริการ และการรักษาที่ได้คุณภาพ ทำให้สุขภาพและชีวิตประจำวันของเขาดีขึ้น และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ก็ได้รับการปกป้องคุ้มครอง

โครงการที่โด่งดังมากอีกโครงการหนึ่ง คือ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ หรือ โอทอป เป็นโครงการที่รักสินเอามาจากญี่ปุ่น คือการสนับสนุนและผลักดันให้ทุกๆหมู่บ้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะพิเศษของแต่ละท้องถิ่น โดยรัฐบาลช่วยเหลือด้านเงินทุน เทคนิค การจัดการ การตลาด ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ต ขยายตลาดให้กว้างขึ้น มีคณะกรรมการพิจารณาผลิตภัณฑ์ เพื่อควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ คัดเลือกใหไปขายต่างประเทศ

ในปี 2544 ยอดขาย ผลิตภัณฑ์ OTOP อยู่ที่ 215 ล้านบาท หลังจากนั้น 1 ปี ยอดเท่ากับ 24,000 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่าตัว ในปี 2546 ยอดเพิ่มขึ้นไปถึง 33,000 ล้านบาทสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก ช่วยไม่ให้ชาวชนบทเข้าเมืองเพื่อหางานทำ รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ทำให้ท้องถิ่นมีกำลังซื้อมากขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตขยายตัว แบบยั่งยืนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

รัฐบาลรักสินยังมีนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทุนนำไปใช้ทางธุรกิจได้ และมีโครงการเอื้ออาทรต่างๆ เช่น บ้านเอื้ออาทร คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร โดยรัฐบาลสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ในการจัดหาสิ่งจำเป็นราคาถูกเพื่อใช้ในการผลิตและการศึกษา

นโยบายและโครงการของรัฐบาลทักษิณได้รับการขนานนามว่า Thaksinomics คือ การพัฒนาเศรษฐกิจโดยเข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจชนบท ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไป เพื่อยกระดับการบริโภคในประเทศ พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงแรกที่รักสินบริหารประเทศ รายได้รวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 60 อัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 1.5 ผลิตภัณฑ์มวลรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 – 6 ต่อปี เป็นรองเพียงจีนและเป็นอันดับสองในเอเชีย

นายกรักสินจึงเป็นที่รัก ได้รับการสนับสนุนและมีชื่อเสียงอย่างมากในชนบทมากกว่านักการเมืองทุกคนในประวัติศาสตร์ไทย เป็นนายกรัฐมนตรีขวัญใจคนจน โดยได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น
จนทำให้พรรคฝ่ายค้านต้องหวาดหวั่นอยู่ไม่เป็นสุข ฝ่ายค้านโจมตีว่านโยบายเอื้ออาทรของนายกทักษิณนั้นฉาบฉวย และทำให้ประเทศชาติเสียหายในระยะยาว ล้างผลาญงบประมาณของประเทศชาติ เพียงเพื่อหาเสียงให้กับตัวเอง แต่นายกรักสินยืนยันว่า จุดประสงค์ของรัฐบาลของเขา คือ ช่วยเหลือคนจน

นายกทักษิณเป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดระบบผู้ว่า CEO และระบบทูต CEO โดยนำรูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจมาใช้กับการปกครองส่วนภูมิภาคและหน่วยงานการต่างประเทศ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจบังคับบัญชาที่แท้จริง สามารถกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่น
สถานทูตและกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศ ได้รับมอบอำนาจมากยิ่งขึ้น ให้รับผิดชอบงานด้านการทูต การประชาสัมพันธ์และขยายตลาดการค้าของไทย

เป้าหมายปฏิรูปต่อไปคือการปฎิรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทย เช่นการไฟฟ้า การประปา การรถไฟ เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นบางส่วนให้แก่เอกชนเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรโดยการจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปิดช่องทางในการระดมทุน ลดการลงทุนของรัฐบาล

สื่อมวลชนพากันวิจารณ์ว่านายกทักษิณนำวิธีการบริหารบริษัท มาใช้ในการบริหารประเทศเหมือนกับเป็นบริษัทส่วนตัวของเขาเองและมีรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นนักธุรกิจใหญ่

นายกรักสินมีผลงานที่โดดเด่น ในปี 2546 ได้ชำระคืนหนี้สินที่เป็นหนี้ไอเอมเอฟ 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 700,000 ล้านบาท ก่อนกำหนด 2 ปี กลายเป็นอาเชี่ยนประเทศแรก ที่ฟื้นขึ้นมาหลังจากวิกฤติทางการเงินของเอเชีย และในปี 2547 ไทยก็สามารถจัดงบประมาณแบบสมดุลย์ คือไม่ต้องกู้เงินได้เป็นครั้งแรกหลังเกิดวิกฤติทางการเงิน มีดัชนีตลาดหลักทรัพย์หรือราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 151 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์

นอกจากการปฏิรูปการบริหารและปฏิรูประบบเศรษฐกิจแล้ว นายกรักสินยังได้ประกาศสงครามปราบปรามยาเสพติด อย่างเด็ดขาดจริงจัง เพราะรักสินถือว่าการผลิตและค้ายาเสพติด เปรียบเสมือนมะเร็งของสังคม ที่ทำการกัดกร่อนบ่อนทำลายสังคม ทำลายมันสมองของเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ สถิติปี 2544 มีประชาชนไทยติดยาเสพติดจำนวน 2,650,000 คน คิดเป็น 4.3 เปอร์เซ็นของประชากรทั้งหมด ยาเสพติดที่เข้าสู่ประเทศไทย ที่สำคัญ คือ ยาม้าหรือยาบ้า ซึ่งแพร่หลายมากในกลุ่มผู้ใช้แรงงานของไทย โดยเฉพาะคนขับรถทางไกล ใช้เป็นยากระตุ้นให้หายจากความอ่อนเพลียและไม่ง่วงนอน

มาตรการปราบปรามยาเสพติดของไทย ในช่วงแรกได้แก่การตรวจตราตามชายแดน และเพิ่มการศึกษาให้แก่มวลชน ซึ่งได้ผลไม่มากนัก เพราะยาเสพติด มีกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ทุกแห่ง แม้กระทั่งในโรงเรียนชั้นประถม นายกทักษิณได้ประกาศสงครามต่อต้านยาเสพติด ใช้มาตรการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด สื่อมวลชนรายงานว่า มีพ่อค้ายาเสพติดรวม 2,700 คนเสียชีวิต จากมาตรการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณ องค์การด้านสิทธิมนุษย์ชนวิจารณ์และกล่าวหาว่ารัฐบาลรักสินทำการปราบปรามที่รุนแรงเกินไป และได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

มีคดียาเสพติดขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลเฉลี่ย 1,500 รายต่อเดือน ในปี 2546 ได้มีผู้ค้ายาเสพติดมอบตัวต่อรัฐบาล 43,000 คน ผู้ติดยาขอเข้ารับการรักษาจำนวน 330,000 คน รัฐบาลได้ยึดเงินจากการซื้อขายยาเสพติด เป็นเงินกว่า 3,000 ล้านบาท มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตในหน้าที่ 40 คน และบาดเจ็บอีก 60 กว่าคน ในเดือนกันยายน 2547 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศลบชื่อประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่เป็นทางผ่านของยาเสพติด แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จในการปราบปรามยาเสพติดของไทย

นอกจากนี้นายกรักสินยังประกาศสงครามกับผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง แต่งตั้งรองนายกรับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการเอาชนะผู้มีอิทธิพลแห่งชาติซึ่งมีรายชื่อกว่า1,000 คนเพื่อขุดรากถอนโคนวงการตำรวจที่เน่าเฟะในเวลา 5-6 ปี

นายกรักสินได้เอาหวยใต้ดินซึ่งผิดกฎหมาย มาทำให้เป็นหวยบนดิน ที่ถูกกฎหมายและเอาเงินที่ได้จากการจำหน่ายหวยบนดินมาจัดตั้งเป็นทุนการศึกษาให้ลูกหลานคนจน

ต้นปี 2546 เกิดโรค SARS (โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ) รายแรกขึ้นในประเทศไทย รัฐบาลรักสินได้ดำเนินการทันทีด้วยหลายๆมาตรการทำให้สามารถควบคุมโรคSARS ได้อย่างรวดเร็ว ในจำนวนคนไข้ 8 รายที่ติดโรคSARS มี 2 รายที่เสียชีวิต ที่เหลือได้รับการรักษาจนหายขาด นายกรักสินยังได้ริเริ่มการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุข APEC ที่กรุงเทพฯเพื่อร่วมกันพิจารณาสร้างกลไกรับมือระยะยาวต่อการระบาดของโรค SARS และโรคประเภทเดียวกัน





ในช่วงเกิดโรค SARS ทุกคนต้องในช่วงเกิดโรค SARS ทุกคนต้องสวมแถบผ้าปิดปาก ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีความหวาดกลัว ซึ่งหมอบอกนายกรักสินว่า มีประโยชน์ไม่มากนัก นายกจึงชวนผู้ใต้บังคับบัญชาไปที่สนามบินโดยไม่ต้องสวมแถบผ้าปิดปากเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องหวาดวิตกต่อโรคSARS ต่อมาประชาชนจึงได้เลิกใช้แถบผ้าปิดปาก

ต้นปี 2547 เกิดโรคไข้หวัดนกในไทย ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวไม่กล้ากินไก่และไข่ไก่ นายกรักสินสั่งการให้แต่ละจังหวัดดำเนินการรวบรวมจำนวนไก่ที่เลี้ยงไว้ในแต่ละครัวเรือน หากพบโรคไข้หวัดนกระบาดในที่ใดให้ทำลายไก่ในเขตที่มีการระบาดทันที ระยะเวลาสั้นๆไม่กี่เดือนประเทศไทย ได้ทำลายสัตว์ปีกถึง 32 ล้านตัว รัฐบาลจ่ายเงิน 3,000 ล้านบาท ชดเชยแก่เกษตรกรที่ทำลายไก่เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก

นายกรักสินสั่งจัดเตรียมอาหารมื้อเที่ยงเป็นเนื้อไก่ทั้งหมด ในวันประชุมครม. 20 มกราคม 2547 ต่อมานายกรักสินได้นำสมาชิกไปรับประทานไก่ทอด ที่ร้านเคเอฟซีและประกาศว่าหากใครกินเนื้อไก่และไข่ไก่ที่สุกแล้ว ถ้าติดเชื้อไข้หวัดนกถึงแก่ความตาย นายกจะชดใช้เงินให้รายละ 3 ล้านบาท วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 นายกรักสินจัดกิจกรรมกินไก่ไทยปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ที่สนามหลวง ลงมือเอาเนื้อไก่มาปรุงอาหารด้วยตัวเองให้ประชาชนได้ชิมฝีมือ

ปลายปี 2547 เกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิ ที่ทั่วโลกต้องตกตะลึง ไทยประสบภัยหนักที่สุดประเทศหนึ่งแต่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าไทยเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือได้ดีที่สุดประเทศหนึ่ง ในบรรดาประเทศที่ประสบภัยดังกล่าว หลังเกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิ นายกรักสินรีบรับมืออย่างเร่งด่วนเพื่อลดความสูญเสียและเพื่อการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้นทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวได้ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง

รักสินเป็นนายกของไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นผู้นำโดดเด่นที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทำให้สื่อทั่วโลกจับตามองด้วยความสนใจ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ริเริ่มผลักดันการเจรจาความร่วมมือเอเชีย เรียกร้องให้มีการรวมตัวระดมทุนกันสร้างเอเชี่ยนบอนด์หรือพันธบัตรเอเชี่ยน และริเริ่มการประชุมสร้างความร่วมมือกับผู้นำรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านในการก่อตั้งบริษัทร่วมประกันราคายางพารา 3 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ริเริ่มจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของผู้ผลิตข้าวรายใหญ่คือ อินเดีย จีน เวียดนาม ปากีสถาน เป็นต้น

ปี 2547 นายกรักสินลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับรัสเซียแลกเปลี่ยนเนื้อไก่ 250,000 ตัน กับเครื่องบินรบของรัสเซียจำนวน 22 ลำ นับเป็นผลงานประวัติศาสตร์การทูตของไทย ขณะยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐและมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการต่อต้านการก่อการร้าย

ตามตัวเลขอ้างอิงของธนาคารโลกในปี 2549 พบว่ารัฐบาลรักสินมีความสามารถ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้น กว่าช่วงปี 2539-2545 ถึง 1 เท่า จากการรวบรวมตัวเลขระหว่างปี 2545-2548 องค์กรเพื่อความโปร่งใสได้ขยับอันดับของประเทศไทยให้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

นายกรักสินบริหารรัฐบาลแบบตะวันตก ที่คำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่อาจมองข้ามความคิดและจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน ทำให้บางคนคัดค้านและโจมตีในเวลาต่อมา
ภายหลังจากที่นายกรักสินบริหารราชการได้ 4 ปี ประชาชนไทยได้เลือกสส.ของพรรคไทยฮักไทยทำให้ได้ส.ส.ถึง 377 เสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งสิ้น 500 เสียง
สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ไทย นายกรักสินได้ประกาศนโยบายในการดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2 อย่างมั่นใจรวมถึงงานที่สำคัญ คือ

- ปฏิรูประบบคมนาคมของกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศโดยใช้ระบบรางเป็นหลัก คือ รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ทั่วถึงทุกทิศทางในราคาประหยัด
- ปฏิรูประบบการส่งน้ำผ่านระบบท่อทั่วประเทศ ทั้งน้ำดื่มและน้ำชลประทาน
- ยกระดับการปฏิรูปการศึกษา ดำเนินโครงการกองทุนสินเชื่อเพื่อการศึกษาทั่วประเทศ เรียนก่อนผ่อนทีหลังเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์
- ยกระดับและปฏิรูปธุรกิจการให้บริการทั่วประเทศ

แต่นายกรักสินดำรงตำแหน่งไม่ถึงครึ่งปี ก็พบว่ามีความพยายามก่อเรื่องวุ่นวายโดยพรรคการเมือง นักเคลื่อนไหว สื่อมวลชนและนักวิชาการที่ร่วมกันโจมตีกล่าวหา ว่านายกรักสินใช้อำนาจโดยพลการ เป็นเผด็จการรัฐสภา จากการใช้เงินหรือ ธนกิจการเมือง ซ้ำยังได้ครอบงำสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ที่พวกเครือข่ายลุงสมชายเรียกว่า ระบอบรักสิน 

แต่นายกรักสินโต้แย้งว่าตนเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้วจะเป็นระบอบเผด็จการได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนเชื่อใจท่าน รัฐบาลพรรคเดียวมีอะไรที่ไม่ดีหรือ ยิ่งกว่านั้นรัฐธรรมนูญของไทยก็ไม่ได้ห้ามประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคการเมืองพรรคเดียว มันเป็นสิทธิ์ เป็นการเลือกโดยเสรีของประชาชน

รัฐธรรมนูญปี 2540 มีบทบัญญัติที่ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพื่อให้มีความมั่นคงทางการเมือง เช่น พรรคที่ได้สส.ระบบบัญชีรายชื่อ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์  การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจนายกต้องมีสส.ลงรายชื่อไม่น้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ( หรือ 200 คนจากจำนวนสส.ทั้งหมด 500 คน ) เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อพรรคใหญ่ที่ตั้งมาช้านานอย่างพรรคประชาธิปัตย์ 

แต่กลับกลายเป็นผลดีต่อพรรคไทยฮักไทยอย่างมาก ทำให้ไทยฮักไทยกลับกลายเป็นพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียวที่มีจำนวนสส.ถึง 76 เปอร์เซ็นต์ของทั้งสภา ทำให้พรรคเล็กๆหลายพรรคไม่มีสส.ระบบรายชื่อและแม้พรรคการเมืองที่มีสส.ในสภาก็ไม่สามารถยื่นเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกได้ 

ทำให้พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ของลุงสมชายหมดความสำคัญลงไปทุกที จึงต้องหาทางล้มระบอบ โดยกล่าวหาโจมตีรัฐบาลรักสินว่าเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ผูกขาดการบริหารประเทศแบบเผด็จการโดยไม่มีการควบคุมตรวจสอบเพราะฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ได้ และต้องหาทางปลุกมวลชนโดยอ้างลุงสมชาย ประสานกระบวนการตุลาการของวังและทหารของลุงสมชายเพื่อล้มล้างรัฐบาลของคนส่วนใหญ่

ภายหลังจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเสคของสิงคโปร์ ได้มีการประท้วงขับไล่รัฐบาลโดยกล่าวหาว่านายกรักสินขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี นายกรักสินประกาศยุบสภา แต่พรรคฝ่ายค้านได้ร่วมกันคว่ำบาตรไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งโดยอ้างว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนจึงจะลงเลือกตั้ง แต่รักสินยืนยันว่าหลังเลือกตั้งแล้วค่อยแก้รัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ 

รักสินได้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยว่า รัฐบาลจะต้องมีอำนาจและมีเสถียรภาพทางการเมือง จึงจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาประเทศจนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ โดยเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านของสิงคโปร์มีบทบาทน้อยมากหรือแทบไม่มีบทบาทเลย แต่ประเทศสิงคโปร์ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ทรรศนะนี้พรรคฝ่ายค้านของไทยกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาที่ไม่ยอมฟังเสียงของฝ่ายค้าน

การปฎิรูประบบราชการและการบริหารประเทศของนายกรักสินได้ส่งผลกระทบ และสร้างความไม่พอใจแก่ข้าราชการจำนวนไม่น้อย รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตำรวจ แพทย์ นักวิชาการ รวมทั้งบรรดาผู้ค้ายาเสพติด เจ้ามือหวยใต้ดินและผู้มีอิทธิพลเถื่อน

แม้ว่าจะไม่มีนักการเมืองคนใดที่สามารถแข่งรัศมีกับนายกรักสินได้ แต่นายกรักสินก็ได้สร้างศัตรูไว้ไม่น้อยจากการเดินหน้านโยบายที่ก้าวกระโดดอย่างจริงจัง คนที่ไม่พอใจนายกรักสินมีมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนหาว่านายกรักสินเป็นคนบุ่มบ่าม รีบเร่ง เป็นพวกทำก่อนคิดทีหลัง บางคนกล่าวหาว่านายกรักสินใช้วิธีการบริหารธุรกิจมาบริหารประเทศโดยทำเหมือนกับว่าเป็นบริษัทของตนเอง

นายกรักสินไม่ได้กังวลต่อคำวิจารณ์ต่างๆ แต่ว่ากลุ่มที่ต่อต้านเขาเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในสังคมจนกลืนเสียงของคนรากหญ้าซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่สนับสนุนรัฐบาลรักสิน การที่นายกรักสินยิ่งประสบความสำเร็จก็ยิ่งจะมีคนอิจฉาริษยา ความจริงแล้ว นายกรักสินไม่เคยคิดที่จะทำเรื่องให้สุดโต่ง แต่เพราะการทุ่มเททำงานทั้งกายและใจอย่างจริงจังไม่หยุดทั้งวันทั้งคืนแต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ เริ่มมีความชัดเจนภายในว่าลุงสมชายไม่เอารัฐบาลรักสินอีกแล้ว แต่กฎหมายไทยห้ามวิจารณ์กล่าวหาลุงสมชายโดยเด็ดขาด .....ในขณะที่รัฐบาลเผด็จการสุรยุทธ์และรัฐบาลเทพประทานของอภิสิทธิ์ที่ไม่มีผลงาน กลับอยู่ได้อย่างมั่นคงเพียงเพราะเป็นรัฐบาลของลุงสมชายเท่านั้นเอง

รักสินเองก็มิใช่ว่าจะทำงานได้อย่างราบรื่น นอกจากเจอการรุกไล่โจมตีจากสื่อ จากลิ้มและสารพัดเครือข่ายของระบอบนิยมเจ้า ยังต้องเผชิญภัยคุกคามถึงชีวิตหลายครั้ง ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว บ้างเรื่องก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นการสร้างฉากเพื่อต้องการความเห็นใจ 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 เมื่อรักสินได้เป็นนายกเพียง 25 วัน ในวันนั้น เครื่องบินโบอิ้ง 747 ของการบินไทยจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ มีผู้โดยสารรวมทั้งรักสินและลูกชายเตรียมพร้อมขึ้นเครื่อง ที่นั่งชั้นหนึ่งที่เขาได้จองไว้ เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

แต่ที่โชคดีที่รักสินผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอด ตัดสินใจที่จะรอลูกชายคือพานทองแท้ ที่มาถึงช้าไป 25 นาที และได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้ ฝ่ายทหารและตำรวจได้พบระเบิดฟอสฟอรัสขาวในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยระเบิดได้ถูกติดตั้งไว้ใต้ที่นั่ง ของนายกและลูกชาย 
...2 ปีต่อมา ก็มีข่าวจากนอกประเทศว่าพวกค้ายาเสพติดได้ตั้งเงินรางวัล  2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 80 ล้านบาท แก่มือปืนที่สามารถสังหารรักสินได้

มีการวิสามัญฆาตกรรมพวกค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง รักสินได้แสดงว่า ตนไม่สะทกสะท้าน  โดยเปลี่ยนมาใช้รถยนต์กันกระสุน จัดซื้อรถยนต์ซึ่งภายนอกเหมือนกันหลายคัน เลขทะเบียนรถเป็นเลขเดียวกัน และไม่สามารถมองเห็นภายในรถได้ มีการส่งตำรวจจำนวนกว่า 1,000 นาย คอยอารักขารักสินเมื่อต้องออกไปประชุม หรือเปิดตัวสู่สาธารณะ

เช้าของวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ตำรวจพบรถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดน้ำหนัก 67 กิโลกรัม ใต้สะพานข้ามแยกบางพลัด ราว 1 กิโลเมตรจากบ้านพักของนายกรักสิน เป็นระเบิดทีเอ็นทีน้ำหนัก 5 กิโลกรัมและน้ำมันเบนซินผสมปุ๋ยกว่า 10 ถุง พร้อมระเบิดซีโฟร์ 3 ลูกรวมทั้งดินระเบิด สายชนวนและท่อนำ ซุกซ่อนอยู่ในส่วนต่างๆ ของรถและติดตั้งกับรถมาอย่างดี

ตัวรถยังติดตั้งระบบรีโมทคอนโทรล แค่คนร้ายกดปุ่มควบคุมในระยะไกล พลังของแรงระเบิดจะสามารถทำลายสิ่งปลูกสร้างในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรให้พินาศเป็นผุยผงได้ ชัดเจนว่าระเบิดนี้มุ่งสังหารนายกรักสิน ตำแหน่งที่รถจอดอยู่ก็เป็นถนนสายที่ขบวนรถของนายกทักษิณจะต้องผ่านทุกวันเวลา 9 นาฬิกาซึ่งเป็นช่วงที่นายกเดินทางมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล

ตำรวจได้ควบคุมรท. ธวัชชัย กลิ่นชนะผู้ขับรถคันดังกล่าว ณ ที่เกิดเหตุ ภายหลังศาลได้ตัดสินว่ามีความผิดแค่ฐานพกพาวัตถุระเบิด
ฝ่ายทหารได้สืบทราบว่าร้อยโทธวัชชัย สังกัดกอ.รมน. เป็นคนขับรถของพัลลภ ปิ่นมณี รองผอ. กอ.รมน.


พัลลภถูกสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธและกล่าวหาว่ารักสินสร้างเรื่องขึ้นมาเอง เพราะหากตนคิดจะสังหารจริง รักสินคงไม่รอดแน่ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยิ่งขยายเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยกล่าวว่าเรื่องคาร์บอมบ์เป็นละครจัดฉาก ที่วางแผนโดยรักสินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น หลอกลวงประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนเห็นใจ กลายเป็นคาร์บ๊องส์ ที่เหลวไหลไร้สาระ 

เดือนเมษายน ปี 2547 พัลลภผู้ดูแลการทหารในภาคใต้ เข้ากวาดล้างกลุ่มติดอาวุธมุสลิม ในมัสยึดเกรือเซะอันศักดิ์สิทธิ์ของปัตตานี ทำให้ชาวมุสลิมเสียชีวิต 32 คน ถูกประณามทั้งในและนอกประเทศ ทำให้ชวลิตต้องสั่งปลดพัลลภฐานทำการนอกเหนือคำสั่ง

 
ที่จริงรักสินมีเพื่อนสนิทมากในวงการสื่อคนหนึ่งคือลิ้ม แต่ได้มากลายเป็นหัวหอกสู้เพื่อลุงสมชายทำลายล้างรักสินให้สิ้นซาก
 
ทั้งๆที่ในตอนแรกสื่อในเครือของลิ้มเกือบทั้งหมดเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลรักสิน แต่เพื่อนที่ช่วยเหลือกันมาก็กลับกลายเป็นศัตรู จากการปลดวิโรจน์ นวลแข ผู้จัดการกรุงไทย ในปี 2547 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ลิ้มกู้มา 1,600 ล้านบาท ทำให้นายสนธิต้องล้มละลาย ทั้งๆที่ต้นเหตุคือปรีดิยาธร ที่ห้ามวิโรจน์ เข้าดำรงตำแหน่ง
เดือนกรกฎาคม 2547 สถานีโทรทัศน์ในเครือของลิ้มเกิดปัญหาใบอนุญาตประกอบกิจการ ช่อง11/1 แต่ธงทอง จันทรางศุ กรรมการอ....ไม่อนุญาต วิษณุ เครืองาม คนของเจ้า อ้างว่าสอบพบความไม่เหมาะสมต้องยกเลิกไป

จะเห็นได้ว่าคนของลุงสมชายนั่นเองที่ร่วมกันกลั่นแกล้งสกัดกั้นลิ้ม ซึ่งในช่วงนั้นเป็นสื่อที่สนับสนุนนายกรักสินอย่างเต็มที่จนทำให้ลิ้มต้องหันมาโจมตีถล่มรัฐบาลรักสินสนองความต้องการของลุงสมชาย แบบเดียวกับที่ประชัย เจ้าของทีพีไอ ที่เป็นคู่แข่งกับซิเมนต์ไทยแต่กลับถูกหลอกให้มาสนับสนุนขบวนการโค่นล้มรักสิน ด้วยความเข้าใจว่ารัฐบาลรักสินไม่ยอมช่วยตนจากการล้มละลาย ทั้งๆที่คนที่ต้องการทำลายประชัย ก็คือซิเมนต์ไทยของลุงสมชายที่เป็นคู่แข่งสำคัญกันมาตลอดนั่นเอง

9 กันยายน 2548 รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่อง 9 ลิ้มและสโรชา ได้พูดเรื่องนายกรักสินเข้าไปก้าวก่ายพุทธศาสนา โดยแต่งตั้งพุฒาจารย์เกี่ยว วัดสระเกศให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสังฆราช ทั้งๆที่เป็นอำนาจเฉพาะของลุงสมชาย ญาณสังวร อายุ 92 ปี มีปัญหาสุขภาพ ไม่ได้ออกงานสาธารณะมาหลายเดือนและมีปัญหาการปลอมลายเซ็นของสังฆราช

แต่ลิ้มอ้างว่าญาณสังวร สามารถทำงานได้และสุขภาพดีขึ้น แต่นายกรักสินไปโอบอุ้มรักษาการสังฆราชสมเด็จเกี่ยววัดสระเกศ ที่สนิทกับตนเอง เป็นการละเมิดอำนาจของลุง ถือว่าเป็นการไม่รักภักดีต่อลุง สองสามวันต่อมาอสมท.เจ้าของช่อง 9 สั่งระงับการถ่ายทอดรายการของลิ้ม 

ลิ้มก็เคลื่อนทัพไปธรรมศาสตร์์และเริ่มจัดรายการวิทยุ จากนั้นก็ย้ายไปจัดรายการที่สวนลุม ทุกเย็นวันศุกร์ คู่กับสโรชา โจมตีกล่าวหารักสิน ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่รวมพลต่อต้านระบอบรักสิน

27 กันยายน 2548 ผู้จัดการ ลงบทความของหลวงตามัว (อายุ 92 ปี) พระสายวัด ชื่อดังที่อุดรธานี ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ได้เรียกร้องให้คนไทยบริจาคทองคำ และดอลล่าร์เก็บเข้าท้องพระคลัง เคยออกมาช่วยนายกรักสิน กรณีถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้น ตอนแรกๆที่เริ่มเป็นนายก แต่หลวงตามัวกลับใช้น้ำเสียงรุนแรง โจมตีรักสินและวิษณุ ว่าใช้อำนาจป่าเถื่อน จะกินบ้านกินเมือง ทั้งโลภและโหดร้าย ล่วงเกินอำนาจของลุงสมชาย สื่อหลายค่ายนำไปเผยแพร่ต่อ 

วันที่
11 ตุลาคม 2548 นายกรักสินฟ้องหนังสือพิมพ์ผู้จัดการในข้อหาใส่ความ แต่หลวงตามัวกลับเรียกร้องจะออกมาขึ้นศาลเอง

แต่ในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ลุงสมชายออกมาปราศรัยเนื่องในงานฉลองวันเกิดโดยเตือนให้นายกรักสินยุติเรื่องราว เลิกฟ้องร้องผู้ที่ได้กล่าวหาวิจารณ์ เพราะแม้แต่ลุงสมชายเองก็ยังต้องยอมให้คนอื่นวิจารณ์ได้  ไม่ควรถือโทษที่โดนลิ้มใส่ร้ายกล่าวหาโจมตี และนายกรักสินก็ควรพูดออกทีวีให้น้อยๆหน่อยเพราะเปลืองค่าไฟฟ้าค่าน้ำมัน พสกนิกรของลุงอยากดูละครน้ำเน่ามากกว่า ทั้งๆที่นายกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งไม่ใช่กงการของลุงสมชาย แต่คงเป็นเพราะลุงสมชายหมั่นไส้ที่ประชาชนหันไปนิยมชมชอบสามัญชนที่พวกเขาเลือกกันขึ้นมาเอง ท่าทีของลุงสมชายครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายต้องนำไปปฏิบัติ นายกรักสินต้องถอนฟ้องคดี ตามความประสงค์ของลุง และเริ่มรู้กันแล้วว่าลุงสมชายไม่ค่อยพอใจนายกรักสินมากขึ้นเรื่อยๆ

ประมาณสามสี่เดือนหลังจากเลือกตั้งใหญ่เมื่อมีนาคม 2548 นายกทักษิณก็รู้สึกถึงความผิดปกติ หนังสือพิมพ์ต่างเริ่มโหมโจมตีนายกรักสินอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อก่อนสื่อมวลชนจะค่อนข้างระมัดระวังเพราะกลัวถูกนายกรักสินฟ้อง แต่คราวนี้พวกสื่อมวลชน กลับไม่กลัวเกรงอีกแล้ว นายกรักสินเริ่มรู้สึกเหมือนกับทั้งประเทศเริ่มมีการวางแผนจัดการกับตน ทั้งสื่อ ระบบกฎหมาย ระบบการแต่งตั้งคน พากันกดดันจากรอบด้าน จนทำงานไม่ได้ ลำบากไปหมดทุกเรื่อง

ในไม่ช้า คดีขายหุ้นชินคอร์ปก็ถูกประโคมขึ้นมา ลิ้มเจ้าแห่งการเปิดเผยข้อมูล รีบใช้โอกาสนี้ รวมพลคนต่อต้านอย่างรวดเร็ว ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมกันที่ลานรูปทรงม้า มอบฎีกาให้ลุงสมชายและตัวแทนผบ.ทบ.บังโดยเรียกร้องให้ลุงสมชายถอดถอนนายกรักสินและให้กองทัพเลิกสนับสนุนนายกรักสิน
จากนั้น สื่อมวลชนก็พากันเข้าร่วมขบวนการขับไล่ทำลายล้างนายกรักสินมากขึ้นเรื่อยๆ

รักสินเข้าใจว่าการขายหุ้นชินคอร์ปเป็นชนวนทำให้เกิดวิกฤตการบริหารประเทศของเขา เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ลูกชายและลูกสาว คือ โอ๊คและเอม ได้นำหุ้นร้อยละ 49.6 ของชินคอร์ป มูลค่าราว 73,300 ล้านบาท ขายให้กับเทมาเสคของสิงคโปร์

รายได้จากการซื้อขายหุ้นปกติไม่เสียภาษีซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดี  แต่มีการกล่าวหาว่าการซื้อขายในนามบริษัทต้องเสียภาษี 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 17,640 ล้านบาท สื่อมวลชนประโคมข่าวกล่าวหาว่าครอบครัวรักสินหลบเลี่ยงภาษี บ้างก็กล่าวหาว่าเป็นการขายธุรกิจที่มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ของชาติให้ต่างชาติ เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ พวกพันธมิตรที่นำโดยลิ้มและจำลอง เริ่มเดินขบวนบนประท้วงบนท้องถนนเพื่อขับไล่รัฐบาลรักสิน

คนเดินขบวนค่อยๆเพิ่มขึ้นจากสองพันคน เป็นสองหมื่น และกลายเป็นแสนกว่าคน ในตอนแรกนายกรักสินไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้ และคาดไม่ถึงว่ามันมาจากเครือข่ายของลุงสมชายที่คุมอำนาจของประเทศมายาวนาน

ทั้งๆที่การกระทำทางธุรกิจทั้งหมดนี้ ล้วนโปร่งใส ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ใช่การขายผลประโยชน์ของประเทศ พวกลูกๆ ก็ได้ช่วยตัดสินใจเพียงให้ขายหุ้นทั้งหมด เพราะหวังว่ารักสินจะสามารถมุ่งทำงานด้านการเมือง ได้โดยสะดวกไม่ต้องถูกกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีและทุจริตเชิงนโยบาย

สำนักงานตลาดหลักทรัพย์ ( กลต. ) ได้ตัดสินการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ว่า ไม่ผิดกฎหมาย รักสินยืนยันว่า หุ้นเป็นของลูกๆ ซึ่งพวกเขาอายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว สามารถถือหุ้นหรือขายให้ใครก็ได้ เพียงแค่เงินเข้ากระเป๋าครอบครัว แต่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน และเครือข่ายลุงสมชายต้องการจ้องทำลายรักสินอยู่แล้ว ทั้งๆที่รักสินต้องขายบริษัทนี้อยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว เพราะอนาคตธุรกิจโทรคมนาคมต้องใช้เงินลงทุนสูงมากยิ่งขึ้น เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งที่มีทุนและเครือข่ายที่เหนือกว่ามาก จึงไม่คิดจะสู้ต่อไปอีกแล้ว เป็นเพียงการขายหุ้นธรรมดา เพราะคนที่ถือหุ้นมีวิธีได้เงินเพียง 2 วิธี คือ รอเงินปันผลจากกำไร หรือขายหุ้นให้คนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติและชอบด้วยกฎหมาย แม้จะขายหุ้นให้บริษัทสิงคโปร์แต่พนักงานและผู้บริหารบริษัทก็ยังเป็นคนไทย สิงคโปร์เพียงแต่ส่งฝ่ายการเงินเข้ามาบริหารเท่านั้น 

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549 สองสัปดาห์หลังจากการขายหุ้นชินคอร์ป ก็ได้มีการเดินขบวนขับไล่นายกรักสินที่ขยายตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงเรียกร้องให้นายกลาออกมากขึ้นทุกวัน

นายกรักสินได้พูดในรายการวิทยุช่วงเช้าวันเดียวกันนั้นว่าจะไม่ลาออกอย่างเด็ดขาด คนที่จะให้ตนลาออกได้มีเพียงลุงสมชายผู้เดียวเท่านั้น หากเพียงแต่ลุงสมชายกระซิบบอกว่ารักสินลาออกเถอะ ตนก็จะไป รักสินยังได้อธิบายถึงที่มาที่ไปของการขายหุ้นชินคอร์ป และยืนยันว่า ตนไม่ได้ทำอะไรผิดและเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ยังอยากให้ตนทำงานต่อไป โดยที่รักสินก็ไม่รู้ตัวว่าลุงสมชายอยากให้ตนเป็นนายกต่อไปอีกหรือไม่

แต่จำลองกล่าวหารักสินว่าแม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของคุณธรรมที่ไม่สามารถรับได้ และคุณธรรมสำคัญกว่ากฎหมายและต้องถือเป็นบันทัดฐานโดยเฉพาะคนที่เป็นนายก จึงจำเป็นต้องลาออก
แต่นายกรักสินปฏิเสธที่จะลาออก และก็จะไม่ยอมแพ้คนส่วนน้อยที่ไม่ต้องการตน คนไทยต้องเคารพกฎหมาย แต่สื่อและเครือข่ายของลุงสมชายได้ระดมกันโจมตี กล่าวหาให้ร้ายว่านายกรักสินเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นเผด็จการและใช้อำนาจเอื้อผลประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงการปล่อยข่าวสารพัด เพื่อสร้างกระแสและระดมกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงก่อให้เกิดความปั่นป่วน

รัฐมนตรี เทคโนโลยี สร อรรถ และ รัฐมนตรี วัฒนธรรม อุไรวรรณ ประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อคุณธรรมทางการเมือง กดดันรัฐบาลรักสิน

24 กุมภาพันธ์ 2549 รักสินประกาศยุบสภาและจะให้มีการเลือกตั้งในเดือนเมษายน เพื่อให้ ประชาชนได้ตัดสินใจ

แต่ถูกพรรคฝ่ายค้านคัดค้านอย่างรุนแรง โดย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน ร่วมมือกันคัดค้านการเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่า เป็นกลอุบายของเนื่องจากพรรคไทยฮักไทยคงชนะอยู่แล้ว
 
14 มีนาคม 2549 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คุยว่ารวมคนนับแสนคนเดินขบวนขับไล่ทักษิณ โดยล้อมทำเนียบและไม่ยอมกลับถ้ารักสินไม่ลาออก มีการแต่งตั้งให้ชิดชัย เป็นรองนายกลำดับที่หนึ่ง แทนที่สุรเกียรติ์ 
 
21 มีนาคม 2549 ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ถูกชายสติไม่สมประกอบ ใช้ค้อนเหล็กทุบเสียหาย และถูกรุมทำร้ายเสียชีวิต
กลุ่มผู้ต่อต้านรักสินรีบชุมนุมกัน ลิ้มกล่าวหาว่าเป็นแผนการของรักสินที่ต้องการทำลายศาลพระพรหมโดยใส่ของศักดิ์บางอย่างของตนเองเพื่อแก้ไขดวงชะตา

ช่วงที่การชุมนุมขับไล่นายกรักสิน โทรทัศน์หลายรายการ ได้ฉายเทปในปี 2535 ที่ลุงสมชายเรียกสุจินดาและจำลองเข้าพบ นายกรักสินกล่าวน้อมรับคำสอนของลุงสมชายไม่ให้ปะทะกัน
แต่ลิ้มกล่าวว่า ที่สื่อฉายเหตุการณ์ปี 2535 ซ้ำแล้วซ้ำอีกนั้นเป็นเพราะต้องการให้รักสินลาออกแบบเดียวกับสุจินดาโดยไม่มีเงื่อนไข

อีกเรื่องหนึ่งคือ การถ่ายทำรายการรักสินเรียลลิตี้โชว์ ที่ถ่ายทอดสดการทำงานในพื้นที่จริงๆแบบไม่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงใดๆ คนที่รักและชื่นชมนายกก็จะยกย่องว่ารักสินจริงใจตรงไปตรงมา เอาใจใส่ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน แต่คนที่ไม่ชอบและต่อต้าน กลับกล่าวหาว่าเป็นการโกหกตลบตะแลง ใช้สื่อสร้างภาพหาเสียงให้ตนเอง แต่นายกรักสินกล่าวว่าต้องการสาธิตให้ข้าราชการท้องถิ่นได้เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อสอนให้เห็นว่าทำอย่างไรจึงจะขจัดความยากจนได้ 

นายกรักสินยังถูกวิจารณ์เรื่องท่าทีในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีการวิจารณ์ว่า เขามีนโยบายและท่าทีที่แข็งกร้าว และใช้มาตรการที่รุนแรงเด็ดขาดเกินไป ในจัดการกับผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม มีผู้โจมตีเขาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน
และหาว่ารักสินจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อและมีพฤติกรรมคุกคามสื่อด้วยการฟ้องร้องสื่อ
นายกรักสินคงมองไม่เห็นเครือข่ายลุงสมชาย ที่ได้ใช้สื่อมวลชนในกำกับของตนเข้าโจมตีนายกรักสินอย่างพร้อมเพรียงกันทุกด้าน ทำให้รักสินหลงตกอยู่ในวังวน กลายเป็นเหยื่อของสงครามสื่อโดยไม่ได้ตระหนักถึงลุงสมชายซึ่งเป็นตัวบงการที่แท้จริง 

ผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 มีผู้คนไม่ไปใช้สิทธิ์สูงถึง 10 ล้านคน แต่พรรคไทยรักไทยยังมีผู้สนับสนุนถึง 16 ล้านเสียง ทำให้รักสินกล้าที่จะออกมาต่อต้านผู้ที่ขับไล่เขา และไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เขาเชื่อมั่นว่า การรัฐประหารจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ แม้จะมีข่าวว่า ทหารได้เตรียมก่อการรัฐประหารแล้ว

รักสินได้ให้สัญญาว่าหากพรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล จะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้กับคนในชนบทและ คนด้อยโอกาสในเมือง ในการออกอากาศครั้งหนึ่งเมื่อเดือน กรกฎาคม 2549 รักสินประกาศว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปจะเริ่มโครงการโน้ตบุ๊กราคาร้อยเหรียญ  แก่นักเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ เครื่องละประมาณ 135 เหรียญสหรัฐ โดยรักสินวางแผนว่าจะซื้อมา 500 เครื่องก่อน และส่งให้นักเรียนประถมที่อยู่เขตชนบทห่างไกล และในปีถัดไปจะซื้ออีกหนึ่งล้านเครื่อง โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนประถมทุกคนมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เพื่อแทนที่หนังสือเรียน 

วันที่
4 เมษายน 2549 นายกรักสินประกาศลาออกทางโทรทัศน์โดยอ้างว่าเหลือเวลาอีกเพียง 60 กว่าวันที่จะถึงงานพิธีฉลองบัลลังก์ 60 ปี จึงไม่มีเวลาทะเลาะกันแล้ว โดยจะมอบอำนาจให้ชิดชัย ส่วนตนเองจะขอพัก 

ค่ำวันที่ 25 เมษายน 2549 ลุงสมชายปรากฎตัวทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ให้ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุดเข้าพบและให้ช่วยแก้ไขปัญหาทางการเมือง...หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ศาลได้ตัดสินว่าการเลือกตั้งเดือนเมษายนเป็นโมฆะ

รักสินจึงต้องกลับมาที่ทำเนียบ เพราะศาลรัดทำมะนวยตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนเป็นโมฆะ โดยอ้างว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการจัดคูหาเลือกตั้งหันด้านหลังให้กรรมการหน่วยเลือกตั้ง ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญเพราะไม่เป็นความลับ ทั้งๆที่เป็นสิทธิและหน้าที่ของกรรมการเลือกตั้งที่จะต้องดูแลให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม 

ดังนั้นรักสินจึงต้องกลับมารับตำแหน่งนายกอีกครั้งหนึ่ง ประกอบกับภาคเหนือเกิดน้ำท่วมใหญ่ งานพิธีฉลองบัลลังก์ 60 ปี ของลุงสมชายก็ใกล้เข้ามา เขาจึงจำเป็นต้องกลับมาทำงานต่อไป คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศเลื่อนการเลือกตั้ง จาก 15 ตุลาคม เป็นวันที่ 19 หรือ 26 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งพรรคไทยฮักไทย ก็คงจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะยังมีฐานเสียงจากคนรากหญ้าจำนวนมหาศาล และไม่ว่ารักสินจะมาเป็นนายกหรือไม่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อลุงสมชาย ที่ต้องการขุดรากถอนโคนรัฐบาลรักสินให้ได้ 

ฝ่ายลุงสมชายรู้ดีว่าไม่มีทางเอาชนะการเลือกตั้งได้ เพราะประชาชนที่สนับสนุนรักสินเหนียวแน่นเข้มแข็งมาก แต่ว่าเครือข่ายลุงสมชายรวมทั้งธุรกิจยาเสพติด และหวยเถื่อน รวมถึงเจ้าพ่อวงการสื่อมวลชน ได้ผนึกรวมกัน เพื่อกำจัดพรรคไทยฮักไทยให้สิ้นซากให้จงได้

ขณะที่รักสินเชื่อว่าเมื่อพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมลงเลือกตั้งครั้งใหม่ การเลือกตั้งก็ไม่น่ามีปัญหา และรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งก็จะเริ่มทำงานก่อนขึ้นปีใหม่ ภายใน 3 เดือน สถานการณ์คงกลับมาเป็นปกติ
เดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน เป็นบรรยากาศของการฉลองพิธี 60 ปีครองบัลลังก์ของลุงสมชายกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้านนายกรักสินหยุดพักรบชั่วคราว 

รัฐบาลยังได้จัดทำห่วงข้อมือสีเหลืองเรารักลุงสมชาย ซึ่งเป็นของที่ระลึก ที่ขายดีมาก คนไทยทุกคนต่างแสดงความรักภักดีด้วยการสวมใส่ห่วงข้อมือนี้

วันที่ 26 ..2549 โคฟี อานัน เลขาสหประชาชาติ เดินทางมากรุงเทพ มอบรางวัลความสำเร็จในการพัฒนามนุษย์แก่ลุงสมชาย
การโจมตีนายกทักษิณที่ร้ายแรงที่สุดของลิ้มกับสื่อมวลชน ก็คือเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์

ปลายเดือนพฤษภาคม 2549 ก่อนงานฉลองบัลลังก์ 60 ปี ของลุงสมชาย ผู้จัดการลงว่า ปี 2542 รักสินกับผู้นำนักศึกษายุค 14 ตุลา ประชุมลับที่ฟินแลนด์หารือกันจะล้มล้างระบอบเจ้า และก่อตั้งสาธารณรัฐ ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรคไทยฮักไทย และในครม.รักสิน มีการติดต่อลับๆกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และมีบทความบทวิจารณ์ตามมา เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาหนักแต่ไม่มีหลักฐานเลย ลิ้มอ้างว่าได้ยินจากปากของคนที่กลับตัวแล้ว  ช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดในช่วงชีวิตของนายกทักษิณ ชินวัตร ได้เริ่มขึ้นแล้ว

วันที่ 9 มิถุนายน 2549 ทางการของไทยกำหนดเป็นวันฉลองบัลลังก์ 60 ปี ซึ่งตรงกับวันที่อานานถูกยิงเสียชีวิตในตอนเช้า
ลุงสมชายพร้อมด้วยป้าสมจิตในชุดเต็มยศมโหฬารพิธีได้ปรากฏตัวบนระเบียงของมหาราชวัง ฝูงชนในชุดเสื้อสีเหลืองจำนวน 300,000 คน รอคอยที่บริเวณลานกว้างเป็นเวลานานหลายชั่วโมง พร้อมใจกันเปล่งเสียงกึกก้องว่าขอให้ลุงสมชายจงเจริญๆ แม้แต่สื่อต่างประเทศที่เดินทางมาทำข่าวพิธีฉลองต่างรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก พร้อมบรรยายว่าประชาชนจำนวนมากเงยหน้าขึ้นมองลุงสมชายบนระเบียง ตื้นตันใจถึงกับน้ำตาไหลโดยมีนายกรักสินรวมอยู่ด้วย

นายกรักสินได้กล่าวในฐานะรักษาการนายกว่า ช่วง 60 ปี ที่ผ่านมาทุกครั้งที่บ้านเมือง ประสบวิกฤตการณ์ ลุงสมชายก็จะปรากฏตัว เพื่อแก้ไขความยากลำบากของชาวไทย นับว่าคนไทย โชคดีมากที่เรามีลุงสมชาย

วันที่ 12 มิถุนายน 2549 ราชาและผู้แทนจาก 26 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมพิธีฉลองครองบัลลังก์ ครบ60 ปี โดยมาชุมนุมที่ท้องโถงใหญ่ภายในมหาวังวัดพระแก้ว นั่งบนเก้าอี้เรียงกันเป็นครึ่งวงกลมบนพื้นพรมสีแดงโดยมีลุงสมชายนั่งตรงกลางสุด

ราชาทั่วโลกอาจนึกอิจฉาลุงสมชายที่มีเดชานุภาพไม่มีผู้ใดเสมือ ต่างจากราชาในประเทศที่เจริญแล้ว ที่เป็นเพียงแค่สัญญลักษณ์ที่ไม่ได้มีบทบาทหรือเดชานุภาพแต่อย่างใด แต่สำหรับประเทศไทยลุงสมชายเป็นพระเจ้าที่มีชีวิต ที่สูงส่งกว่าราชาทั้งปวงอย่างไม่อาจเปรียบได้ อย่างที่มีป้ายเขียนไว้ในห้องแสดงผลงานของลุงสมชายว่า King of Kings หรือเป็นพระราชาในหมู่พระราชา มีนัยยะว่าราชาประเทศอื่นก็เป็นแค่เจ้าประเทศราชหรือเมืองขึ้นของไทยเท่านั้นเอง เป็นการส่อแสดงถึงความไม่มีมรรยาทไม่ให้เกียรติและดูถูกบรรดาราชาและตัวแทนที่ได้รับเชิญมา อาจเป็นเพราะความหลงลำพองเหมือนกบในกะลาของลุงสมชายในประเทศหลงยุคที่ยึดมั่นในระบอบที่ลุงสมชายยังคงเป็นเจ้าชีวิตของประชาชน
บ่ายวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 ประชาชนในชุดเสื้อเหลืองหลายร้อยคนน้ำตารินไหล นั่งคุกเข่าอยู่หน้าประตูทางเข้าโรงหมอสีหราชในกรุงเทพเฝ้ารอการเข้าโรงหมอของลุงสมชายในวัย 79 ปีที่เริ่มแก่และร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนที่ผ่านมา ค่ำวันนั้นลุงจะเข้ารับการผ่าตัดเส้นประสาทที่เอว ตามข่าวตั้งแต่คืนก่อน ชาวบ้านจากภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศได้รวมตัวกันที่วัดเพื่อสวดมนต์ภาวนา ขอให้ลุงปลอดภัยและมีอายุยืนนาน หมอทั้งหมดสวมเสื้อเชิ้ตเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ลุงเพื่อแสดงความภักดี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยอารักขาความปลอดภัยจำนวน 3,000 นาย

วันที่ 4 สิงหาคม 2549 ลุงสมชายมีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้นและออกจากโรงหมอ โดยมีนายกรักสินนำครม.มาต้อนรับ
มีข่าวว่า วันที่ 20 กันยายน ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 1 แสนคนจะรวมตัวกันเดินขบวน เพื่อล้มทักษิณ ตำรวจได้เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์รุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 นายทหารบกที่คุมกองกำลังระดับกลางที่สนับสนุนรักสิน 129 นายได้ถูกสั่งให้ย้ายออกจากกรุงเทพฯเป็นการโหมโรงก่อนการรัฐประหารจริง ขณะที่พรรคไทยฮักไทยและพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ต่างก็วุ่นอยู่กับการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ทุกคนต่างก็ยังพะว้าพะวงใจอยู่กับข่าวลือของการรัฐประหารยึดอำนาจ

แต่แล้วในวันที่ 19 กันยายน เวลา 8.00 . ซึ่งตรงกับวันที่ 18 กันยายน เวลา 20.00 .ณ กรุง นิวยอร์ก ขณะที่รักสินซึ่งอยู่ไกลถึงสหรัฐ ที่กำลังเตรียมการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสหประชาชาติ ในวันที่ 20 กันยายน ในหัวข้อ ประชาธิปไตยของไทย นายกรักสินได้พยายามประชุมทางไกลผ่านดาวเทียม แต่บรรดาคณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายทหาร และผบ.สามเหล่าทัพ ต่างก็ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม โดยพลเอกบัง ผบทบ.แก้ตัวว่าเป็นเพราะเรียกประชุมกะทันหันจึงเข้าประชุมไม่ทัน

วันที่ 19 กันยายน 2549 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม พลเอกบัง นำกำลังทหารและหน่วยรบพิเศษเข้าเมือง ตามด้วยขบวนรถถังยาวเยียด กลุ่มยึดอำนาจใช้เงินจากงบลับ 150 ล้านบาท เป็นรางวัลสำหรับทหารที่เข้าร่วมการรัฐประหาร เข้ายึด ช่อง 5 ปิดล้อมทำเนียบ ยึดบ้านจันทร์ส่องหล้าของนายกรักสิน แต่ไม่มีใครอยู่แล้ว 

เวลาประมาณ 3 ทุ่ม นายกรักสินซึ่งอยู่นิวยอร์คโทรศัพท์ไปช่อง 9 สำเร็จ ได้บันทึกแถลงการณ์เตรียมออกอากาศประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมได้ถูกกองกำลังรัฐประหารเข้ายึดไว้หมดแล้ว รวมทั้งช่อง 11 นายกรักสินจึงทำได้แต่ใช้ทางโทรศัพท์ออกอากาศทางช่อง 9 ประกาศคำสั่งเร่งด่วนเพียงคนเดียว ว่า

ผมได้ ประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ ห้ามกองกำลังทหารออกมาเคลื่อนไหว ปลดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ของพลเอกสนธิ ให้ผู้นำทุกเหล่าทัพเข้าไปรายงานตัวกับรองนายกฯ ชิดชัย สั่งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพลเอก เรืองโรจน์เข้าควบคุมสถานการณ์หลังจากนั้น 2 นาที การแถลงการณ์ยังไม่ทันเสร็จ ภาพทางช่อง 9 ก็ดับลงจอเป็นสีดำ จากนั้นจึงเริ่มแพร่รูปของลุงสมชาย
นายกรักสินยังไม่รู้ว่าชิดชัยถูกจับกุมตัวแล้ว ส่วนเรืองโรจน์ ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

เหตุผลที่บรรดานายทหารคนสำคัญที่รักสินให้ความไว้วางใจ รวมถึงพรชัย ผู้ช่วยผบ.ทบ. พฤณฑ์ ผบ.พลราบ 1 และเรืองศักดิ์ ผบ.ปืนใหญ่ ช่วยอะไรนายกรักสินไม่ได้เลย  เพราะทหารทุกคนอ้างว่าต่างก็เป็นทหารของลุงสมชายเหมือนกัน และทุกคนก็รู้ดีว่าลุงสมชายเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารตัวจริง ในนามคณะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีลุงสมชายเป็นประมุข คือ คปค. 

โดยอ้างสาเหตุการยึดอำนาจ ว่าเพราะรัฐบาลรักสินได้สร้างความแตกแยกและมีการคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูการเมืองและสังคมไทยให้เป็นระเบียบ และกลับสู่สภาวะปกติ  และจะมอบอำนาจกลับคืนสู่ประชาชนโดยเร็ว
มีประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ล้มเลิกศาลรัฐธรรมนูญไทย ล้มเลิกรัฐสภาไทยและครม.ของนายกรักสิน

นายกรักสินไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนได้ทุ่มเทกระทำลงไปเพื่อประชาชนไทยนั้น มันกระทบต่อความมั่นคงของลุงสมชายเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จากเอกสารลับของกองทัพบก ลงวันที่ 26และ 27..50 ระบุว่า
ป็นการทำสงครามแย่งชิงประชาชนในห้วงก่อนยุคสงครามเย็น และในยุคประชาธิปไตยทุนนิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ซึ่งได้มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศและล้มล้างสถาบันเจ้า
โดยใช้พลังประชาชนในระดับรากแก้วเป็นแนวร่วม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ และการดำเนินการตามเป้าหมายที่พรรคการเมืองต้องการ...สำหรับสถานการณ์การเมืองของไทย ยังคงต่อสู้ทางการเมืองด้วยการแย่งชิงประชาชนในระดับรากแก้ว โดยพรรคการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยมด้วยการทุ่มเงินจำนวนมหาศาล
เพื่อให้ประชาชนรากแก้วเกิดความนิยมชมชอบในตัวผู้นำ ทั้งที่นโยบายดังกล่าวมิได้นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง รวมทั้งยังมีแนวความคิดต่อต้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวนโยบายประชานิยมได้เกิดขึ้นจากกลุ่มนักการเมืองที่เป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เป็นหลัก ซึ่งได้เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยการใช้กำลังมาเป็นการดำเนินการทางด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และยังคงมีแนวความคิดที่จะล้มล้างลุงสมชาย โดยมีแนวทางและทฤษฎีในการทำสงครามแย่งชิงประชาชนที่ไม่ต่างจากอดีต จึงขอให้กองทัพซึ่งเคียงคู่ลุงสมชาย ได้ดำเนินการแย่งชิงประชาชนกลับมาให้อยู่กับลุงสมชายและอยู่กับกองทัพตลอดไป...
..มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ก่อกำเนิดเมื่อ 14 .. 2541 คือพรรคไทยฮักไทย ตรงกับวันปฏิวัติฝรั่งเศส ด้วยองค์กรที่แยบยลของกลุ่มพวกนี้ที่ประกอบด้วยทุนนิยม บุคคลนิยมและนโยบายประชานิยม ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงทั้งสิ้น ทุนมหาศาลได้สร้างประชานิยม และลัทธิบุคคลนิยม เหมือนที่ฮิตเลอร์สร้างขึ้นมา คือการเข้าครอบครองอำนาจรัฐเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายที่ต้องการ เป็นทฤษฎีสงครามประชานิยม คือ การใช้ป่าล้อมเมือง ที่ไม่ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา ทหารผู้รักภักดีต่อเสด็จพ่อสมชายจะต้องช่วยกันรักษาประชาชนรากหญ้าของลุงสมชายเอาไว้ ต้องไม่ยอมให้ใครมาแย่งสิ่งเหล่านี้ไป
วัตถุประสงค์ของการยึดอำนาจ19 กันยา จะประสบความสำเร็จได้ เราต้องเอาชนะสงครามประชาชน ต้องแย่งประชาชนให้มาเป็นของลุงสมชายเหมือนที่เคยเป็นมาแต่เดิม จะต้องให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มีความรักภักดีชนะการเลือกตั้งให้ได้ จึงจะถือเป็นความสำเร็จในชั้นต้น
ข้าราชการและทหารที่รักลุงสมชายต้องช่วยกันสกัดกั้น และทำลายพรรคการเมืองที่มีนโยบายแอบแฝง ที่ต้องการโค่นล้มลุงสมชายนั่นก็คือพรรคไทยฮักไทย และวงศ์วานว่านเครือทั้งหลายให้สิ้นซากไปจากผืนแผ่นดินไทย เพื่อความพัฒนาสถาพรของลุงสมชายผู้เป็นหลักชัยของคนไทยที่รักชาติทุกคน

หลังจากยึดอำนาจไม่กี่วัน บังได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ โดยอธิบายสาเหตุการก่อ รัฐประหารว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด เพราะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้วางแผนที่จะรวมตัวชุมนุมกันเดินขบวนต่อต้านนายกทักษิณ ในวันที่ 20 กันยายน 2549 โดยนายกรักสินได้วางแผนที่จะให้ผู้ช่วยของตน 2 คน ได้แก่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดยุติธรรม และยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ระดมฝ่ายสนับสนุน 800 คนเป็นทีมปกป้องป่าไม้ที่มีอาวุธปืนครบมือจากเหนือและอิสานเข้ามากรุงเทพ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปะทะและนองเลือด 

โดยเรืองโรจน์ผบ.สูงสุดจะนำกำลังเข้าปราบ และจะฉวยโอกาสเข้าครอบครองกำลังทหารที่ภักดีต่อลุงสมชาย รวมทั้งกำลังทหารของตน โดยที่นายกรักสินจะบินจากนครนิวยอร์กกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน 2549 และจะประกาศภาวะฉุกเฉินโดยด่วน แต่โชคดีที่พลเอกบังได้ดำเนินการอย่างฉับไวและเฉียบแหลม ซึ่งเป็นเพียงข้ออ้างในการปล้นอำนาจของปวงชนตามคำสั่งของลุงสมชาย รวมทั้งข้อกล่าวหาว่านายกรักสินมิได้มีมารยาทต่อลุงสมชายและครอบครัว ทำให้ประชาชนไทยไม่อาจทนได้

ปีต่อมา 24 พฤษภาคม 2550 ลุงสมชายให้อักขราถอน ประธานศาลปกครองซึ่งเป็นรองประธานศาลรัดทำมะนวยเข้าเฝ้าพบ
วันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ศาลรัดทำมะนวยอ่านคำวินิจฉัยว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนพรรคไทยฮักไทยทำผิดทุกประการให้ยุบพรรค และถอนสิทธิกก.บริหาร5 ปี
ตามข้อกล่าวหาของสุเทพ เลขาประชาธิปัตย์ ว่าพรรคไทยฮักไทยจ้างพรรคเล็กลงรับเลือกตั้ง เพื่อหนีเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์ และปลอมแปลงเอกสารข้อมูลสมาชิกพรรค ทั้งๆที่ประชาธิปัตย์ไม่ได้ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง และพยานก็ได้ยอมรับว่าเป็นพยานเท็จที่ประชาธิปัตย์จ้างมา

วันที่ 11 มิถุนายน 2550 คณะกรรมการตรวจสอบคตส.  ที่ตั้งโดยคณะยึดอำนาจที่มีลุงสมชายเป็นประมุขได้มีมติ ให้อายัดทรัพย์ของรักสินกับพวก ด้วยข้อหาทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์จากการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ รวม 5 คดี คือ

1.จัดซื้อที่ดิน  772 ล้านบาท จากกองทุนฟื้นฟู ศาลตัดสินจำคุกรักสิน 2 ปี
2.จัดซื้อกล้ายาง  1,440 ล้านบาท ของกรมวิชาการ กระทรวงเกษตร
3.ทุจริตจัดซื้อจัดจ้างสายพานลำเลียงกระเป๋าและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 รัฐเสียหาย 1,500 ล้านบาท
4.การออกหวยเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว รัฐเสียหาย 37,790 ล้านบาท
5.ให้เงินกู้ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย เสียหาย 5,185 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการชินคอร์ปหลายประการ คือ
1.แก้ไขส่วนแบ่งรายได้ โทรศัพท์เคลื่อนที่แก่เอไอเอส ทำให้รัฐเสียหาย 71,667 ล้านบาท
2.แก้ไขส่วนแบ่งรายได้เพื่อเอื้อประโยชน์เอไอเอส ทำให้รัฐเสียหาย 700 ล้านบาท
3.ตราพรก.ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม และแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอส ทำให้รัฐเสียหาย 30,667 ล้านบาท
4.ให้ทีโอที เช่าดาวเทียมของชินแซทเทลไลท์ โดยไม่จำเป็น รัฐเสียหาย 700 ล้านบาท
5.สั่งเอ็กซิมแบงก์ให้พม่ากู้เงิน เพื่อซื้อของชินแซทเทล 1,000 ล้านบาท
6.อาศัยการเจรจาการค้าเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจดาวเทียมของชินคอร์ปและชินแซท แก้ไขพรบ.กิจการโทรคมนาคม ให้ต่างด้าวถือหุ้นจากไม่เกินร้อยละ 25 เป็นไม่เกินร้อยละ 50 พร้อมๆ กับการเจรจาเพื่อขายหุ้นของครอบครัวร้อยละ 49.2 ให้แก่เทมาเซคของสิงคโปร์

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน  2551 รักสินจึงตัดสินใจหย่ากับพจมาน ที่สถานกงสุลใหญ่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง หลังจากอยู่กันมานานกว่า 32 ปี เพราะไม่ต้องการให้พจมานต้องมารับเคราะห์กรรม จากการจ้องล้างจองผลาญของลุงสมชายละพรรคพวก
25 มกราคม 2553 ลุงสมชายให้อักขราทรประธานศาลปกครองเข้าพบ ที่ชั้น 14 

26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง สั่งให้ยึดทรัพย์ของรักสินราว 60% หรือ คือยึด 46,373 ล้านบาท คืนให้ 30,247 ล้านบาท ซึ่งอาจตามด้วยการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง การฟ้องแพ่ง ฟ้องอาญาจากบุคคลและหน่วยงานอีกสารพัด รวมทั้งข้อกล่าวหาและคดีความต่างๆอีกมากมาย

มีคนตั้งข้อสังเกตว่าลุงสมชายมักจะจะออกมาให้โอวาทผู้พิพากษาแทบทุกครั้งที่มีการตัดสินคดีทางการเมือง ในทำนองให้มีความกล้าหาญให้มีความเป็นธรรม ทั้งๆที่ลุงสนับสนุนและรับรองการปล้นอำนาจของประชาชนมาโดยตลอด และคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีเจ้าออกมาตักเตือนสั่งสอนและสำทับขมขู่ผู้พิพากษาเป็นประจำ แล้วก็จะตามมาด้วยการพิพากษาไปในทิศทางที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยทำลายพรรคการเมืองที่ประชาส่วนใหญ่สนับสนุน

การออกมาให้โอวาทของลุงสมชาย น่าจะเป็นการสำทับให้ผู้พิพากษาตัดสินตามคำสั่งของลุง โดยลุงออกมาเสนอหน้าเอาอิทธิพลบารมีของตนออกมาประทับรับรองต่อสาธารณชนอีกชั้นหนึ่ง ว่าผู้พิพากษาพวกนี้ ก็คือคนของลุงสมชายนั่นเอง แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรือวิจารณ์ลุงสมชายอยู่แล้ว ประชาชนไทยมีสิทธิ์เพียงแค่ต้องสงบนิ่งหรืออย่างมากก็แค่บ่นว่าผู้พิพากษาตุลาการตีความคำพูดของลุงสมชายไม่ตรงตามเจตนาที่ดีของลุง 

การยึดทรัพย์ในครั้งแรกนี้ อ้างแบบหาเรื่องว่ามีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่มีจำนวนหุ้นเท่าเดิม ตามที่บลูมเบอร์กตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่รักสินเป็นนายกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงวันที่ขายหุ้นคือ 23 มกราคม 2549 มีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น 121% เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมช่วงเดียวกันขึ้น 128% ส่วนหุ้นปูนซิเมนต์ไทย ของลุงสมชายขึ้นถึง 717% ในช่วงเดียวกัน
เครือซิเมนต์ไทยของลุง ที่มีราคาหุ้นเพียง 17 บาท ในปี 2541 ขึ้นเป็น 272 บาท หรือ 16 เท่าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 

การกล่าวหาว่ารักสินใช้อำนาจในตำแหน่งนายกแก้ไขสัญญาสัมปทานลดส่วนแบ่งรายได้ให้ทศท. ทำให้รัฐสูญเสีย เป็นการโกงชาติก็เป็นเรื่องโกหก เพราะDTACขอแก้ไขสัญญาลดส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐก่อน โดยจ่ายให้ 18% ทางAISจึงขอลดตรงนี้บ้าง โดยจ่ายให้รัฐ 20% ซึ่งก็ยังมากกว่า DTAC  เมื่อลดค่าสัมปทานให้ทศท.ช่วยให้เอกชนมาลดค่าบริการลูกค้า ทำให้มีคนใช้บริการขยายตัวสูงขึ้น จึงทำให้AISสามารถจ่ายค่าสัมปทาน ภาษีสรรพสามิต ภาษีนิติบุคคลรวมเป็น 52,708ล้านบาท (สูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนการลดค่าสัมปทาน)

การกล่าวหาว่ารักสินใช้อำนาจในตำแหน่งนายกทำให้ AIS มียอดขายสูงขึ้น และมีรายได้สูงมากขึ้น ก็ไม่จริงเพราะช่วงที่รักสินเป็นนายก ( 2544 - 2549 ) AIS มีผู้ใช้มือถือเครือข่ายนี้เพิ่มขึ้นจริงคือ 524% หรือ 5 เท่าตัว แต่เครือข่ายอื่น (DTAC TRUE HUTCH TOT) ก็สูงขึ้นรวมกันถึง 1,403 % หรือ 14 เท่าตัว เนื่องจากเมื่อลดการนำส่งรายได้เข้าทศท.แล้วทำให้ค่ายมือถือต่างๆหันมาทำโปรโมชั่นลดค่าบริการ ทำให้คนใช้มือถือเพิ่มขึ้น 

ส่วนรายได้นั้นพบว่าเฉลี่ยช่วงที่รักสินเป็นนายกฯ รายได้ของAIS กับ DTAC ที่เป็นคู่แข่งขันสำคัญเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกัน คือ AIS เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19% DTAC 18%
ระหว่างปีที่รักสินเป็นนายก ส่วนแบ่งการตลาดของเอไอเอสลดลงด้วยซ้ำ เช่น ปี2549 AISมีส่วนแบ่งตลาดเหลือ49% จากปีก่อนที่มี 54% เครือข่ายอื่นๆเพิ่มจาก46%เป็น51% การมีส่วนแบ่งการตลาดขึ้นกับคุณภาพ การบริการ และราคาเป็นหลัก เป็นไปตามกลไกตลาด
ข้อกล่าวหาว่ารักสินใช้อิทธิพลการเป็นนายก ทำให้ชินวัตรจ่ายปันผลได้ปีละถึง 40% เป็นนโยบายของแต่ละบริษัท ช่วงเวลาเดียวกันปูนซิเมนต์ไทยก็จ่ายเงินปันผลสูงถึง60%

การออกพรบ.สรรพสามิต เนื่องจากเดิมAISและบริษัทมือถือจ่ายค่าสัมปทานให้ ทศท.ทั้งหมด ต่อมาทศท.แปรสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน มาทำธุรกิจแข่งขันกับเอกชน จะให้เป็นเสือนอนกินรับค่าสัมปทานต่อย่อมไม่ได้ เป็นการเอาเปรียบธุรกิจเอกชน จึงออกกฎหมายจ่ายเข้าสรรพสามิตครึ่งหนึ่ง และจ่ายให้ทศท.เหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากเดิม แต่เงินก็ยังเข้ารัฐเท่าเดิม

ข้อกล่าวหาว่ารักสินใช้อำนาจนายก ให้EXIM BANKปล่อยกู้พม่า5พันล้านบาททำโครงการ แล้วพม่าก็มาซื้อสินค้าจากชินแซทเทิลไลต์ (ดาวเทียมไทยคม) เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
เดิม EXIM BANK ให้พม่ากู้4พันล้าน ต่อมาครม.รักสินให้กู้อีก 1 พันล้านบาท รวมเป็น5พันล้านบาท ไทยได้ประโยชน์มากมาย เช่น ปตท.ได้สัมปทานก๊าซจากพม่ามูลค่าหลายแสนล้านบาท ทำให้กิจการพลังงานไทยมั่นคง ความสัมพันธ์ไทย-พม่าก็ดี เมื่อพม่าได้เงินกู้จาก EXIM BANK ของไทย พม่าก็ต้องมาซื้อสินค้าจากบริษัทห้างร้านของไทย เป็นเงื่อนไขเหมือนเวลาไทยไปกู้ญี่ปุ่น เขาก็กำหนดว่าต้องซื้อสินค้าจากญี่ปุ่น สรุปว่าเรื่องนี้ไทยมีแต่ได้กับได้ และเป็นสิทธิ์ของพม่าที่จะเลือกซื้อสินค้าของไทยจากบริษัทใดก็ได้ซึ่งไทยคมก็เป็นบริษัทรายเดียวของไทยที่มีบริการให้เช่าช่องสัญญาณผ่านดาวเทียม

ช่วงที่คุณทักษิณเป็นนายก -ปูนซิเมนต์ไทย ของลุงสมชายมีผลตอบแทนสูงที่สุดคือ 48%
รองลงมาคือ ปตท. ซึ่งลุงสมชายก็ถือหุ้นอยู่ไม่น้อย มีผลตอบแทน 36%
นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ของวิกรม กรมดิษฐ์ ให้ผลตอบแทน 30%
ซีเอ็ดเป็นร้านหนังสือให้ผลตอบแทน 28%
AIS ของรักสิน ให้เพียง 25%
ชินวัตร ให้เพียง 20%
ชินแซทเทิลไลต์ ให้เพียง 13%

ข้อกล่าวหาว่ารักสินขายหุ้นชินแซทให้สิงคโปร์ก็เท่ากับขายชาติ ทั้งๆที่คู่แข่งขันของ AIS คือ DTAC อยากขายหุ้นให้บริษัทเทเลนอร์ (Telenor) จากนอร์เวย์เข้ามาถือหุ้นให้มากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าห้ามต่างชาติถือหุ้นกิจการโทรคมนาคมได้ไม่เกิน 25% โดยเคลื่อนไหวเรียกร้องมาตั้งแต่ปลายปี 2544 ต่อมา TRUE TT&T ก็เรียกร้องทำนองเดียวกัน
DTAC รอไม่ไหว ก็ขายหุ้นให้นอร์เวย์ถึง38% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 ก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อ 21 มกราคม 2549
ทางชินแซทค่อยขายให้สิงคโปร์ ในวันที่  23 มกราคม 2549 คือ หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

ต้องเข้าใจว่ากิจการโทรคมนาคมด้านดาวเทียมเป็นกิจการ ที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล และต้องอาศัยเครือข่าย และการแข่งขันสูงมากอย่างน้อยต้องพัฒนาเทคนิค ต้องระดมทุนอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งกลุ่มชินวัตรเองไม่มีทางรักษาสถานะที่ได้เปรียบต่อไปได้ การขายกิจการให้กองทุนต่างชาติที่มีเงินมหาศาล และมีเครือข่ายกิจการขนาดที่ใหญ่กว่ามาก จึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความอยู่รอดเป็นการขายกิจการในช่วงที่ได้ราคาดีที่สุด เพราะเทคโนโลยีของไทยคมกำลังจะล้าสมัยในไม่ช้า

การที่ คตส. และศาลต้องเอาผิดรักสินให้ได้ก็เพราะ คตส.เป็นหน่วยงานที่คมช.ตั้งขึ้น หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นอกจากนำคนที่แสดงตนว่าเป็นศัตรูของรักสินมาเป็นกรรมการ ต้องถือว่าเป็นองค์กร และกระบวนการซึ่งมีที่มาจากการทำรัฐประหาร 19 กันยา จึงไม่มีความชอบธรรมนับแต่ต้นอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิเลยที่จะดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของรักสินเพราะมีแรงจูงใจจากการต้องการโค่นล้มทำลายล้างทางการเมืองเป็นหลัก ขบวนการตุลาการและศาลของลุงสมชายผู้รับรองการยึดอำนาจก็จำเป็นต้องตัดสินไปตามความต้องการของลุงเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามหรือคู่แข่งบารมีของตน

คดีนี้จึงเป็นโมฆะมาแต่ต้นแล้ว เพราะคณะรัฐประหารของลุงสมชาย แต่งตั้งคตส.มาหาเรื่อง เพื่อโค่นล้มทำลายล้างทางการเมือง อัยการหรือศาลก็เป็นแค่ผู้รับสนองคำสั่งของลุงสมชาย มันเป็นเรื่องของความไม่เป็นธรรมต่อคนๆหนึ่ง ซึ่งย่อมหมายถึงความไม่ยุติธรรม ต่อคนทั้งแผ่นดิน

ความอยุติธรรมต่อรักสินหมายถึงความอยุติธรรมต่อคนส่วนใหญ่ในประเทศที่เลือกรักสินขึ้นไปบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตยด้วย เป็นความอยุติธรรมที่เกิดจากลุงสมชายที่ประชาชนจำต้องเคารพสักการะและล่วงละเมิดมิได้โดยเด็ดขาด

ในคืนวันเดียวกันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เมื่อเวลา 20.20 . รักสิน ได้กล่าวผ่านโทรทัศน์ทางไกล โดยสวมชุดดำไว้ทุกข์ให้แก่ขบวนการยุติธรรมของลุงสมชายว่า ทรัพย์สินที่สั่งยึดนั้นศาลของลุงสมชายอ้างเป็นราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นนายก ได้มาด้วยการใช้อำนาจมิชอบ ในขณะที่ตนเป็นนายกแต่หุ้นขึ้นทั้งตลาด สรุปแล้วตนเป็นนายกทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นไม่เห็นได้ส่วนแบ่ง แต่บริษัทครอบครัวธุรกิจดีขึ้น เครือข่ายของลุงสมชายก็ออกมาบอกว่าตนโกงต้องยึดทรัพย์ มาบอกว่าตนเป็นนายกมาโกงให้บริษัทตัวเอง แล้วหุ้นที่เหลือไม่ขึ้นหรือ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นธนาคารกรุงเทพ ยูคอม ทีพีไอ ยูคอม หรือปูนซิเมนต์ไทย
วันนี้ผมแต่งชุดดำผูกไทดำไว้ทุกข์ ให้กับความดื้อของตัวเอง ทั้งที่คุณหญิงพจมานกับลูก ค้านไม่ให้เข้าการเมือง เขาบอกว่าชีวิตการเมืองวุ่น ให้ใช้ชีวิตเศรษฐีดีกว่า แต่ด้วยความเป็นนักเรียนนายร้อย แต่ลาออกมาประกอบธุรกิจ ก็มีความรู้สึกอยากทดแทนแผ่นดิน พ่อขอโทษด้วยนะลูกที่ดื้อ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ผมเดือดร้อนคนเดียวไม่เป็นไร....
วันนี้การเมืองดุมากและใจดำ ขอให้ผมเป็นเหยื่อการเมืองคนสุดท้าย ถ้าเมื่อไรประเทศได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงและมีระบบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม คงไม่มีเหยื่ออย่างผมอีก แต่วันนี้ดุลทั้งหมดอยู่ที่ลุงสมชายที่กดปุ่มสั่งการให้อำนาจหนึ่งเหนืออำนาจหนึ่ง
กฎหมายไทยเหมือนเล่นติ๊ต่าง ถ้าเป็นพวกผม กฎหมายก็จะไม่ยุ่งกับคุณ ถ้าคุณไม่ใช่พวกผม กฎหมายเดินเร็ว ตีความให้คุณเดือดร้อน ขาดมาตรฐานสากลรุนแรง มีคนคนเดียวกระชากไทยถอยหลัง ผมเป็นเหยื่อที่ไม่ได้รับความยุติธรรมที่สุด คิดว่าวันนี้ต้องขอโทษผู้พิพากษาที่มีอุดมการณ์ ไม่อยากเห็นสถาบันนี้ต้องกลายเป็นแบบนี้ ขอโทษจริงๆ ที่เขาต้องจัดการผมโดยใช้สถาบันท่าน หวังว่าทุกอย่างคงดีขึ้น ถ้าเขาได้ทำถึงที่สุดแล้ว ต้องขอโทษผู้พิพากษาด้วย
ผมเคยบอกลุงสมชายว่าจะไม่รับตำแหน่ง และเคยประกาศหน้าทำเนียบฯ เมื่อเดือน เม.. 2546 จะไม่ขอรับตำแหน่งนายก ซึ่งตอนหลังก็มีการยกเลิกเลือกตั้งครั้งนั้น แต่กว่าจะประกาศเลือกตั้งใหม่ในเดือนตุลาคม ถือว่านานมาก แต่ไม่ได้เลือกตั้ง เพราะรอไม่ไหว เกิดปฏิวัติเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ก่อนการปฏิวัติก็มีความพยายามลอบฆ่าผมหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

ส่วนนักธุรกิจ บทเรียนวันนี้บอกอย่าเล่นการเมืองเลย เพราะนักธุรกิจมีนิสัยทะลุทะลวงอยากทำงานให้สำเร็จ คนละวัฒนธรรมกับนักการเมือง ถ้ามีอะไรเข้ามา อาจโดนยึดทรัพย์ ถ้ารักบ้านเมือง ขายให้เกลี้ยง อย่าเอาอะไรเข้ามา ลุงสมชายไม่รังเกียจคนไม่ทุจริต แต่อย่าเป็นที่เด่นดัง ผมเป็นนายก คนเดียวและคนแรก ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 แต่ลุงสมชายไม่อยากเห็นรัฐบาลเด่นดังมาก ผมจะแสวงหาความยุติธรรมไม่ว่าในนรก สวรรค์ ในประเทศหรือนอกประเทศ วันนี้ผมไม่ได้รับความยุติธรรม ผมจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไป..สิ่งที่เกิดขึ้นบ้านเราไม่ปกติ คนที่ต้องการและรักษาความยุติธรรม ขอให้สู้ต่อไปสู้อย่างสันติ เพื่อประชาธิปไตยเฟื่องฟู ขอให้เป็นบทเรียนที่ดี ผมเจ็บคนเดียวไม่เป็นไร ขอให้สิ่งที่เกิดกับผมวันนี้นำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง น้ำใจของท่านยิ่งใหญ่นัก และผมขอโทษลูกๆอีกครั้งที่ผมดันทุรังเข้าสู่การเมือง ผมเสียใจครับ "
รักสินโทษตนเองที่เข้ามาสู่การเมืองและทำให้ประชาชนชื่นชมเป็นที่นิยมรักใคร่ไปแย่งความรักที่ประชาชนมีต่อลุงสมชาย ถือเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของระบอบที่ถือว่าลุงสมชายคือเจ้าชีวิตของคนไทยแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ประชาชนทั่วประเทศได้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม ต่างเห็นใจและเจ็บปวดแทนรักสินและครอบครัว ในขณะที่ได้เห็นถึงความชั่วร้ายอำมหิตของขบวนการและเครือข่ายที่มีลุงสมชายเป็นผู้อำนวยการสูงสุด

โดยข้อเท็จจริงผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากที่สุดและเป็นมานานแล้ว ก็คือลุงสมชายผู้สถาปนาตนเองเป็นเจ้าชีวิตของประชาชนไทยทุกคนนั่นเอง ข้อกล่าวหาทั้งหลายที่นำมาใช้เล่นงานนายกรักสินก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ลุงสมชายเองประพฤติปฏิบัติเป็นปกติมาโดยตลอด และน่าจะกระทำไม่ได้น้อยไปกว่าใครในแผ่นดิน แต่กลับใช้เครือข่ายของตนไปกล่าวหาลงโทษและตามล้างตามผลาญนายกที่ดีที่สุดของประเทศไทย ไม่สมกับที่ได้เคยให้สัตย์ปฏิญญาณว่าจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามแม้แต่น้อย

ในเรื่องของความมั่งคั่งร่ำรวย นายกรักสินต้องถูกตรวจสอบและจ้องหาเรื่อง จากองค์กรตรวจสอบสารพัดที่แต่งตั้งมาจากฝ่ายยึดอำนาจที่เป็นคนของลุงสมชาย แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าทรัพย์สินของรักสินเพิ่มพูนมากขึ้นผิดปกติอย่างไร เมื่อเทียบกับก่อนที่รักสินจะมารับตำแหน่งเพราะรักสินร่ำรวยมาก่อนแล้ว

ขณะที่ลุงสมชายอยู่ในอำนาจมากว่า 60 ปี ไม่เคยมีใครมาตรวจสอบ ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยเพราะเป็นแค่เจ้าปลายแถว แต่ทำไมจึงได้มีทรัพย์สินมากมายถึง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไปทำมาหากินอะไรมา แค่กางแผนที่ สะพายกล้องถ่ายรูป ทำไมถึงได้รวยกว่าเจ้าทุกประเทศทั่วโลก ทั้งๆที่ไม่มีบ่อน้ำมัน หรือเหมืองเพชร เหมืองทองคำ

................................













ไม่มีความคิดเห็น: